> ตำนานวัดพระธาตุเสด็จ
Get Adobe Flash player

แขกแก้วมาเยือน

ปีการศึกษา 2560 ปีการศึกษา 2559 ปีการศึกษา 2558 ปีการศึกษา 2557 ปีการศึกษา 2556 ปีการศึกษา 2555 ปีการศึกษา 2554 ปีการศึกษา 2553

Powered by JoomlaGadgets

โรงเรียนดีประจำตำบล
ผลงานวิชาการ



ระบบประกันคุณภาพภายใน

มาตรฐานโรงเรียนวัดเสด็จ คู่มือระบบประกันคุณภาพภายปี 53 คู่มือการนิเทศภายใน แผนการนิเทศภายใน 2559 คู่มือบริหารโรงเรียน คู่มือประเมิน 4ส.19จุดเน้น คู่มือฯ ร.ร.ส่งเสริมสุขภาพ เสด็จ 53คู่มือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

แผนการดำเนินการ

แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา58-61 แผนพัฒนาคุณภาพ'ศึกษา 54-57 แผนปฏิบัติการปีงบฯ 2557 แผนปฏิบัติการปีงบฯ 2558

ข้อมูลสารสนเทศ

รวมผลสัมฤทธิ์นักเรียน 2558 ข้อมูลจำนวนนักเรียน 53-57 ข้อมูลจำนวนนักเรียน 2558ข้อมูลจำนวนนักเรียน 2559ทำเนียบศิษย์เก่าปฏิทินปฏิบัติงาน กิจกรรม ปีการศึกษา 2559

แหล่งความรู้

รู้จักอาเซียน
- ข้อมูลพื้นฐานอาเซียน
- ประเทศสมาชิกอาเซียน
- เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาเซียน
หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
E-BOOK สทร.สพฐ.
รวมหนังสือเรียน หนังสือเสริม ความรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ คู่มือครู หนังสือสำหรับครู
ศูนย์รวมสื่อ
แห่งรวบรวม เผยแพร่ ให้บริการ สื่อการเรียนรู้ที่หลากกลาย
Pil Obec
การเรียนการสอนกิจกรรมสนุกๆ ที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
สารานุกรมสำหรับเยาวชน
คลังความรู้สารานุกรมไทย พจนานุกรม ค้นหาคำศัพท์ออนไลน์
ภาษาไทย ภาษาทอง
เว็บไซต์ให้สาระความรู้เกี่ยวกับ ข้อสอบ เนื้อหา แบบฝึกหัด ในรายวิชาภาษาไทย
นวัตกรรมทางการศึกษา
เส้นทางสู่นวัตกรรมทางการศึกษา สื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ที่หลายหลาย
ฝากกด like ใหม่ด้วยครับ เนื่องจากเพจเดิมถูกล็อค!!
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
   วัดเสด็จนั้นคู่บ้าน การศึกษาคือศักดิ์ศรี สิ่งแวดล้อมเราก็ดี มีความสุขด้วยพอเพียง
 
ตำนานวัดพระธาตุเสด็จ
 

          เรื่องตำนานวัดพระธาตุเสด็จนี้  เกิดขึ้นสมัยเมื่อเมืองลำปางมีชื่อ  ศรีนครชัย  และ สัมพะกับปะนคร   ซึ่งมี  ๒ แห่งด้วยกันวัดพระธาตุเสด็จนี้นับว่าเป็นโบราณสถานอันสำคัญแห่งหนึ่งของ จังหวัดลำปาง  ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว  ดังจะได้กล่าวถึงตำนานของวัดพระธาตุเสด็จอันมีอยู่ในใบลานดังต่อไปนี้
 

          หลังจากพระพุทธเจ้าได้นิพพานไปได้  ๒๑๘ ปี พระยาศรีธรรมกาโสกราช   เสวยราชเป็นพระยาเจ้าเมืองอยู่ในชมภูทวีปประเทศอินเดีย  ได้ให้ท้าวพระยาทั้งหลาย  ทำมหาเจดีย์  ๘,๒๐๐๐ ดวง  และโปรดให้ชุมนุม พระอรหันต์ทั้งหลายและให้ช่างคำได้ทำโกฏทองคำ   ช่างเงินทำโกฏเงิน  ช่างแก้วทำโกฏแก้ว  แล้วเอาพระธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุไว้ในโกฏทั้ง  ๓  แล้วทำการฉลองสักการระบูชากันเป็นการใหญ่ครบ  ๗  วัน แล้วพร้อมกันอธิฐานว่า “เมื่อพระพุทธองค์มีพระชนม์อยู่ได้เสด็จไปสู่ที่ใดก็ขออาราธนาให้พระบรมธาตุ ไปสู่ที่นั้นเถิด”     หลังจากนั้นพระธาตุของพระพุทธเจ้า  ก็เสด็จลอยไปทางอากาศไปสู่ที่ต่างๆ  อันสมควรที่พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้และมาประดิษฐานอยู่ที่ดอยโผยง(ผะโหยงหมาย ถึงอาการที่ดวงพระธาตุเปล่งรัศมีขึ้นๆลงๆ )นี้แห่งหนึ่ง(ตรงที่ตั้งวัดพระธาตุเสด็จในปัจจุบัน)


          ต่อมาเมื่อจุลศักราชได้  ๒๑๙ ปี  (พ.ศ.๑๒๐๐) พระอรหันต์ ๗ องค์มาจากชมภูทวีป  ได้พากันมาบรรจุพระบรมธาตุ  และไดเชิญชวนพระยามหากษัตริย์มาชุมนุมถึง ๕ พระองค์ และตั้งทัพรักษาอยู่ห้าแห่ง   แห่งแรกมีชื่อว่า  เวียงชัย  แห่งที่ ๒ เรียกว่า  อริยะ แห่งที่ ๓  เรียกว่าอางละ แห่งที่ ๔ เรียกว่า  รี  แห่งที่ ๕ เรียกว่า  เวียงสูง  ต่อจากนั้น  พระยา๕ พระองค์ก็เอาเงินเอามาหล่อก้อนละอีดเงิน  ละอีดคำ (อิฐเงินอิฐคำ) อย่างมากมายแล้ว  ก็ให้คนขุดดินลึกได้  ๑๕ ศอกนับเป็นวาได้ ๓ วา  ปลายออกหนึ่งแล้วก็ก่อด้วยก้อนละอีดคำ ทำรูปราชสีห์  ๑ ตัว  สูงได้ ๗  ศอกแล้วทำขะอูปแก้ว (ผอบ) อันหนึ่งดีงามยิ่งนัก  แล้วเอาพระธาตุพระพุทธเจ้าบรรจุไว้ตรงกลาง  แล้วเอาใส่ไว้ในท้องราชสีห์คำตัวนั้น  แล้วหุ้มเป็นอุโมงค์  กว้างได้  ๗ วา แก้วก่อดินละอีด (อิฐ) หุ้มขึ้นก่อขึ้นหลังราชสีห์คำตัวนั้นได้  ๑๒  ศอก แล้วก่อกินละอีดคำขึ้นได้  ๑๒ ศอกเป็นใจกลางตรงราชสีห์อยู่นั้น  ก่อขึ้นมาจนถึงดินกว้างได้ ๑ ศอก จึงก่อหินขึ้น ๗ ศอก แล้วจึงถมดินให้ดีแล้วเอาไม้ชะจาว ๑ ต้นมาปลูกไว้ตรงกลาง  ส่วนแก้วแหวนเงินคำที่เหลือก็หล่อเป็นเสาโคมคำสูงได้๙ วาอก  ใหญ่เท่าลำตาล และฝังไหแก้ว  ๗ ไห ไว้บุชาอีกทั้ง ๔ทิศ นอกจากนั้นยังมีเงินคำเครื่องใช้เหลืออีก๑๒  โกฏิ ให้ใส่รถลากไปฝังดอยน้อย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกแล้วพระอรหันต์ทั้ง  ๗ พระองค์กับพระยา  ๕ พระองค์  ได้ช่วยกัน อธิฐานว่า  “คนไหนไม่บุญอย่าเอาข้าวของไป ท้าวพระยาองค์ใดมีบุญสมภารอันใหญ่เสวยเมืองนครชัย  กับทั้งชาวจ้าวผู้มีบุญสมภารอันใหญ่จักมายกยอพระพุทธศาสนาก็อนุญาตให้สร้าง ได้พระธาตุดอนโผยงนี้จักรุ่งเรือง  ๒ ที ๓ ที ครั้งถ้วน ๓ จักเจริญเป็นเจดีย์คำตลอดไปจนสิ้นศาสนายุกาล” เมื่อพระอรหันต์ ๗  พระองค์ และพระยา  ๕ พระองค์พร้อมด้วยเทพบุตร  ได้อธิฐานเช่นนี้แล้วก็บูชาสักการะเป็นเวลา  ๗ วัน แล้วก็กลับไปสู่ที่อยู่ของตน  ขณะที่บรรจุพระบรมธาตุนั้นเป็นจุลศักราชได้  ๒๑๙ ปี นี่เป็นเรื่องกล่าวถึงการบรรจุพระบรมธาตุ


          ต่อมาจุลศักราช ๗๗๕ (พ.ศ.๑๙๕๖) ปีมะเส็ง ขณะนั้นนางจามเทวีได้เป็นพระยาครองเมืองหริภุญชัย  พระนางจามเทวีมีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์พี่ชื่อว่า มหันตยศ องค์น้องชื่อว่าอนันตยศ มีพระยาลัวะ  ซึ่งมาเอานางพระนางจามเทวีเป็นภรรยาองค์หนึ่งแต่พระราชโอรสทั้ง ๒ พระองค์จงใจรังเกียจยิ่งนัก จึงขออนุญาตพระมารดาไปรบด้วยพวกพระยาลัวะ  ก็ได้ชัยชนะกลับมาพระนางจามเทวีก็ยกเมืองหริภุญชัยให้แก่มหันตยศลูกชายคนโต ให้ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อไป  ต่อมามหันตยศจึงได้ถามพระมารดาว่าเหตุไฉนลูกทั้งสองขี่ช้างตัวเดียวกันไปรบ ชนะมาด้วยดันแล้ว  แม่ไม่ให้น้องชายได้เสวยเมืองเดียวกับลูกเล่า  นางจามเทวีได้ฟังดังนั้นก็คิดนั้อยใจ จึงรับปากกับลูกชายผู้เป็นพี่ว่า  เจ้าอย่าได้น้อยใจไปเลยแม่จะหาเมืองให้น้องเจ้าได้เสวยราช  ต่อมาพระนางจามเทวีก็ได้ไหว้เจ้าสุกกะทันตะฤาษี  บอกเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบ  เจ้าสุกกะทันตะฤาษี  ก็ได้ชี้แจงแก่นางจามเทวีว่าหากต้องการให้ลูกชายได้เสวยราชจริงแล้ว  ก็ให้ไปหามหาพรหมฤาษีซึ่งอยู่ห่างจากที่นี้ไปทางทิศตะวันออก  ๕  หมื่น  ๖ พันวา  อยู่ดอยชื่อว่าเขางาม  เป็นสหายของเรานี้แหละให้ไปหานายพรานป่าชื่อว่าพรานเขลางค์  อยู่ตีนดอยทางทิศตะวันออกแม่น้ำวังค์นที  แล้วพรานผู้นั้น ก็จักพาท่านไปหามหาพรหมฤาษี  แล้วให้เล่าเรื่องราวและแจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบต่อไปเถิด


          จากนั้น   พระนางจามเทวีพร้อมด้วยพระราชโอรสและบริวารก็เดินทางมาสู่สถานที่ๆ  มหาพรหมฤาษีอยู่  ดุจดังที่เจ้าสุกกะทันตะฤาษีแนะนำทุกประการ  เมื่อมาถึงสำนักมหาพรหมฤาษีแล้วมหาพรหมฤาษีก็ถามว่า  มีความประสงค์อย่างใดที่มาสู่สำนักของท่าน  นางจามเทวีก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังทุกประการ  มหาพรหมฤาษีก็บอกว่า  ไม่เป็นไรถ้าต้องการให้อนันตยศได้เสวยราช  เราก็จะเล็งดู (พิจารณาดู) ที่ๆ สุขเกษมสำราญให้  แล้วก็ไปสู่ดอยเบ็งกันแล้วมองไปทางทิศตะวันตกแม่น้ำวัง   เห็นต้นโพธิ์อันงดงามต้นหนึ่งจึงเนรมิตให้เป็นบ้านเป็นเมืองขึ้น  กว้างได้ ๕๐๐วา ยาวได้๕๐๐วา แล้วก็นำเอาหินก้อนหนึ่งมาไว้ตรงกลางเมือง  หินก้อนนั้นก็ปรากฏว่าเป็นผาบ่องจนถึงทุกวันนี้   แล้วมหาพรหมฤาษีและพระนางจามเทวีก็อภิเศกเจ้าอนันตยศให้เป็นพระยาเสวยเมือง ชื่อว่า  อินทาเกิงกร  และเมืองนี้ปรากฏชื่อว่า  ศรีนครชัย   ที่มหาพรหมฤาษี  ให้ชื่อเช่นนี้  ก็เพราะพระธาตุพระพุทธเจ้าได้ประดิษฐานอยู่ทั้ง ๒  ข้างของตัวเมือง  คืออยู่ที่เมืองลัมภะกัปปะนครดวงหนึ่ง  อยู่ที่เหนือเมืองชื่อดอนโผยงหนึ่ง   พระนางจามเทวีก็ไปนมัสการสักการบูชาพระบรมธาตุในเมืองลัมภะกัปปะนครแล้วก็ไป นมัสการพระธาตุเจ้าดอนโผยงอีก   หลังจากที่พระนางได้สักการบูชาเสด็จแล้ววก็มานั่งพักผ่อนที่ใต้ร่มไม้สัก  ๒ ต้นพี่น้อง  อยู่ทิศตะวันออกพระธาตุและเห็นว่ามีร่มเงาเย็นดี  จึงได้อธิฐานว่า  ขอให้ไม้สัก ๒ ต้นนี้จงยืนนานถาวรเป็นพันๆปี  แล้วพระนางก็เสด็จกลับไปสู่เมืองหริภุญชัยตามเดิม (ต้นไม้สัก ๒ ต้นที่ว่านี้  ยังปรากฏต้นตออยู่จนบัดนี้  และจมอยู่ใต้ดิน)


          ต่อมาจุลศักราชได้ ๔๙๖ปี (พ.ศ.๒๐๗๗ปี)มีพระมหาเถรเจ้า  ๒  องค์มาจากเมืองพม่า  ได้นำสถรา (บัดถาจารึก)มาเพื่อจะนมัสการพระมหาธาตุเจ้า   สมัยเมือเจ้าเมืององค์ที่ชื่อว่า”หาญเทศท้อง” เสวยเมืองศรีนครชัย  เมื่อมานมัสการพระธาตุเมืองลัมภะกัปปะนครแล้ว  ก็ไปสู่เมืองศรีนครชัย  แล้วมหาเถรเจ้าทั้งสองก็ถามชาวเมืองทั้งหลายว่า   พระธาตุพระพุทธเจ้ามีเหนือเมืองไปอันชื่อว่าดอนโผยงมีหรือไม่   ชาวบ้านเมืองก็บอกมหาเถรเจ้าว่าพวกข้าพเจ้าได้ทราบแต่ว่า  พระธาตุพระพุทธเจ้ามีอยู่ใต้เมืองลัมภะกัปปะนครเช่นนั้น   ส่วนเมืองศรีนครชัยอย่างท่านว่าไม่เคยได้ยินเลย  มหาเถรเจ้าก็บอกให้เขารู้อีก แล้วก็เดินทางไปเสาะหาพระบรมธาตุทางเหนือเมืองต่อไป พอไปถึงบ้านกาศไหม้  ก็แวะอาบน้ำที่ท่าน้ำนั้นแล้วก็มีคนแก่ชราคนหนึ่งอยู่บ้านหมากฟ้าเดินทางพบ เข้า  มหาเถรเจ้าจึงถามว่า ปู่มาจากไหน  ชายชราก็บอกว่ามาจากบ้านหมากฟ้า  มหาเถรเจ้าจึงถามว่ายังรู้จักพระธาตุอยู่ที่ใด  วัดดอนโผยงอยู่ที่ใด  ต้นไม้คะจาวอยู่ที่ใด  เคยทราบไหมชายชราคนนั้นไม่เคยเห็นและไม่เคยทราบไม่เคยได้ยินใครพูดเลยจึงตอบ มหาเถรเจ้าว่า  ไม่ทราบว่าอายุได้  ๙๐ ปีแล้วแล้วก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อเช่นนี้เลย  ครั้นแล้วมหาเถรเจ้าก็ถามต่อไปว่า  คนแก่ที่แก่กว่าท่านยังอยู่หรือ  ชายชราบอกว่ายังมีอยู่อีกหนึ่งเป็นอาจารย์โหราเมือเป็นพระเคยไปอยู่เมือง พม่า  แต่กลับมาได้ลาสิกขาเสียแล้วก็เป็นอาจารย์ (ผู้นำอุบาสกหรือไวยาวัจจกร)  อาจจะรู้เรื่องนี้ดีชายชราจึงพามหาเถรเจ้าไปบ้านหมากฟ้า   ไปหาอาจารย์โหราคนแก่แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้แก่ฟังทุกอย่าง  อาจารย์โหราจึงถามว่าพระคุณเจ้าเดินทางมาพักที่ไหน  มหาเถรเจ้าก็บอกว่า   มาพักที่บ้านกาศไหม้   อาจารย์โหราก็บอกว่าที่บ้านกาศไหม้นั้นแหละ ที่ริมแม่น้ำวังค์นที  มีดอนอันหนึ่งชื่อว่าดอนโพง  มีต้นคะจาวอยู่ต้นหนึ่ง แต่เขาไม่เคยเรียกกันว่าดอนโผยง  อย่างพระคุณเจ้าว่าเลย เขาเรียกกันว่า  ดอนโพง  ก็คือที่ๆพระคุณเจ้าพักอยู่นั้นแหละมหาเถรเจ้าถามว่า  เหตุใดคนจึงเรียกกันว่า   ดอนโพง  อาจารย์โหราจึงบอกว่า เนื่องจากกลางคือมาผีโพงชอบมากินซากผีแถวนั้นเพราะเขานำผีไปฝังไว้ใกล้ๆ  กับต้นคะจาวต้นใหญ่ต้นนั้น  กลางคืนจึงมีผีโพงไปเที่ยวเกาะกิ่งเกาะกิ่งไม้คะจาวเพื่อเซาะกินผีทุกคืน ตลอดคืนยังรุ่งเขาเรียกกันว่าดอนโพง   มหาเถรเจ้าก็ขอให้อาจารย์ โหราพาไปสู่ดอนโพงเพื่อตรวจดูตรงดอนโพงให้ถูกต้องแน่นอนว่าจะเหมือนดังในบัด ถาจารึกหรือไม่


         จากนั้น  อาจารย์โหราก็ได้พามหาเถรเจ้าทั้งสองมาดูดอนโผยงแล้วมหาเถรเจ้าก็อ่านบัด จารึกดูก็เห็นถูกต้องแม่นยำทุกประการและต้นคะจาวก็มีกิ่งใหญ่   ๒ กิ่งมีเทพบุตรรักษาองค์ละกิ่ง  และมีกิ่งคะจาวเป็นปุ๋ย ๔๐พะวง  ย้อยลงมาพื้นดินทั้ง  ๔ ทิศๆละ๑๐ พะวง ถ้าลมมาก็กวัดแกว่งกวาดพื้นให้เกลี้ยงราบเรียบดงงามยิ่งนัก  ดุจมียามคอยกวาดรักษาอยู่เสมอ  แม้แต่หญ้าเส้นหนึ่งก็ไม่มี  เป็นสถานที่บริสุทธิ์สะอาดงดงามดี   มหาเถรเจ้าจึงบอกให้อาจารย์โหราว่านี่แหละคือสถานที่บรรจุพระบรมธาตุที่แท้ จริงแล้วตั้งแต่นี้เป็นต่อไป  ขอท่านทั้งหลายอย่าได้สงสัยอะไรอีกเลย  จงเชื่อในตำนานที่เราเอามาจากลังกานี้เถิด  ขอให้ท่านทั้งหลายอย่าได้นำเอาผีมาเสีย  ณ  ที่นี้ต่อไปเลยแล้วก็ให้อาจารย์โหราไปแจ้งข่าวให้ประชาชนทั้งหลายมาคนทั้ง หลายก็พากันหลั่งไหลมาอย่างคับคั่ง  แล้วพระมหาเถรเจ้าก็แจ้งให้ประชาชนทั้งหลายทราบอีกดุจข้างต้น   คนทั้งหลายก็ไม่เชื่อและตำหนิพระมหาเถรเจ้าในทำนองที่ว่าเอาป่าช้าเป็นวัด  ครั้นแล้วมหาเถรเจ้าทั้ง๒  องค์  ก็ทำการสักการบูชาพระธาตุพระพุทธเจ้าด้วยข้าวตอก  ดอกไม้  ธูปเทียน  แล้วอธิฐานว่า”ถ้าธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอยู่ใต้ร่มไม้คะจาวต้นนี้  ตั้งแต่เมื่อพระอรหันต์๗ พระองค์  และเทพบุตรทั้งหลาย  พระยา ๕ พระองค์มาบรรจุพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าไว้ที่นี้  และให้พรหมเทพบุตรและสุภัททะเทพบุตรรักษาพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้า   มี  ณ  ที่นี้ จริงแล้ว  ของให้เทพบุตรทั้งสอง  จงสำแดงพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้าให้เกิดปฏิหาริย์ดุจเมื่อพระพุทธองค์ยังมี พระชนม์อยู่เถิด”


          จากนั้น   รัศมีพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้า  ก็ไหลหลั่ง  แต่ต้นไม้คะจาวต้นใหญ่  มีประมาณเท่าลำตาลรุ่งเรืองงามประดุจทองคำและประดุจรูปพระยานาคเกี้ยวกันสุด ยอดต้นคะจาวแล้วก็เปล่งรัศมี ๖ ประการรุ่งเรืองงามยิ่งนัก  แล้วก็เสด็จขึ้นไปบนอากาศ  ใหญ่ประมาณเท่าลูกบาตรบ้าง เท่าลูกมะพร้าวบ้าง  เท่าเดือนบ้าง เท่าดาวบ้าง มาที่สุดจะคณานับได้  ตลอดคืน  คนทั้งหลายจึงได้เชื่อคำของมหาเถรเจ้า  ก็บอกข่าวให้แก่คนทั้งหลายว่า  ต่อไปเมื่อใดที่ต้นคะจาวนี้จะชราเสื่อมคลายตายลงแล้ว  ในตอนนั้นจักมีพระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่ง  กับพระยาที่เสวยเมืองศรีนครชัยกับทั้งชาวเจ้าอริยะสงฆ์และประชาชนจักมาตัด ไม้คะจาวนี้  แล้วจะก่อเป็นพระมหาเจดีย์ครอบพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้า  สถานที่นี้ให้รุ่งเรืองถาวรสืบอายุพระพุทธศาสนาต่อไป  เมื่อพระมหาเถรเจ้ากล่าวเช่นนี้แก่ประชาชนแล้วประชาชนต่างก็ชื่นชมยินดีที่ เห็นพระบรมธาตุพระพุทธเจ้าออกจากต้นคะจาว  คนทั้งหลายก็กลับไปสู่ที่อยู่บ้านเรือนของตน  ส่วนมหาเถรเจ้าก็กลับไปสู่ที่อยู่แห่งตนตามเดิม  ภายหลังประชาชนที่ต้องการจะถวายอาหารแก่พระมหาเถรเจ้าทั้ง  ๒  องค์ก็หาไหนไม่เจอ  เสาะหาตามที่ไหนๆก็ไม่พบ  จึงไปแจ้งข่าวแก่พระยาเจ้าเมือง  ชื่อหาญแต่ท้อง  เจ้าเมืองได้ทราบเรื่องตำนานพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้า  ก็มีจิตใจชมชื่นยินดียิ่งนัก  จึงตรัสสั่งให้ประชาชนพลเมืองปราบพื้นที่ให้เรียบร้อยดีงามแล้ว  ก็จัดการก่อต้นไม้คะจาวต้นนั้นให้เป็นแท่นเป็นองค์เจดีย์  แล้วทำวิหารขึ้น ๑หลัง ทางด้านตะวันออก  และได้ป่าวประกาศให้ชาวเมืองศรีนครชัยตลอดทั้งภิกษุสงฆ์องค์เจ้ามาทำการ สักการบูชาพอถึงกลางคืน มาพระสรีระธาตุพระพุทธเจ้าก็เสด็จออกมาจากต้นคะจาวแสดงปาฏิหาริย์เป็นที่น่า ปิติยินดีแก่มหาชนทั่วไป  ตั้งแต่นั้นมาก็มีชื่อปรากฏเรียกกันว่า  พระธาตุเสด็จ  (คือเสด็จขึ้นๆลงๆเช่นนี้)

 

          พอถึงจุลศักราช๑๑๖๘ (พ.ศ.๒๓๔๙)ตรงกับเดือนยี่เหนือขึ้น๑๐ค่ำ วันพฤหัสบดี  มหาปฐวีแผ่นดินหลวงก็หวั่นไหวเป็นการใหญ่ทำให้แท่นเจดีย์ที่ทำไว้นั้นทรุด โทรมลง  พระยาลัวะเจ้าเมืองนครชัย  พร้อมทั้งพระสงฆ์มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานก็ได้จัดการหล่อเหล็กยาว ๕ ศอก  ทำเป็นไส้กลางแล้วก็เสริมสร้างเป็นองค์พระธาตุเจดีย์ขึ้นแล้วสร้างฉัตรทองคำ เพิ่มอีก  ๒รวมเป็น ๕ และทำซี่เหล็กล้อมอีก  ๒๑๕๐  เล่ม และฉัตรทองเหลืองปักตรงมุมอีก  ๔ มุม ๆละ๑ฉัตร รวมพระธาตุเสด็จกว้างได้  ๗ วา สูง ๑๕ วา แล้วป่าวประกาศให้ประชาชนทั้งหลายมาฉลองสมโภชกัน๗วัน  ๗ คืนในวันเพ็ญเดือน  ๓ (เดือน ๕ เหนือ)  ซึ่งเป็นประเพณีการจัดงานเทศกาลประจำปีมาจนถึงทุกวันนี้  กล่าวถึงตำนานพระบวรธาตุเจ้าวัดพระธาตุเสด็จอันมีในใบลานเก่าแก่ก็ยุติเพียง เท่านี้




หลักฐานทางประวัติศาสตร์

          วัดพระธาตุเสด็จ  เป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า  ตามตำนานพระธาตุนครลำปางเล่าว่า   วัดในจังหวัดลำปางที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่  ๒ วัด คือ วัดพระธาตุลำปางหลวง และวัดพระธาตุเสด็จ  การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ  สถานที่ทั้งสองแห่งนี้มีมาหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้  ๒๑๘ ปี  ตามตำนานเมืองละกอนหรือเขลางค์  อันอยู่ในตำนานพื้นเมืองและตำนานจามเทวีวงศ์  ก่อนที่จะมีการสถาปนาสร้างนครเขลางค์  คู่กับนครหริภุญชัยโดยพระนางจามเทวี



ความเชื่อในการกำหนดแผนผังวัด

          แผนผังการสร้างวัดของวัดพระธาตุเสด็จ  มีลักษณะเป็นภูมิจักรวาล  คือมีพระธาตุเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมอันเป็นศูนย์กลางของวัด  มีถาวรวัตถุประเภทอื่นๆ  เช่น  วิหาร  ศาลา  กำแพงแก้ว  เป็นสถาปัตยกรรมบริวาร  มีลานเดินในวัดที่เกลี่ยลงด้วยทราย  อุปมาเป็นมหาสมุทรสีทันดร  เพื่อให้ผู้คนเดินด้วยเท้าเดินได้ช้าลง  เหมือนการเดินทางในมหาสมุทรที่กว่าจะถึงฝั่งก็กินเวลานานหลายเดือน แม้ในปัจจุบันจะมีการเทคอนกรีตทับพื้นลานเดินจนหมดแล้ว  การเดินทางมหาสมุทรในทางพระพุทธศาสนา  อุปมาด้วยการเวียนว่ายตายในวัฏฏสงสาร  ประดุจภูมิจักรวาลในทางศาสนาพราหมณ์  ที่มีภูเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง  ๗ มีภูมิเขาสิเนรุเป็นหลักมีภูเขาบริภัณฑ์อื่นๆอีก ๖ ลูก ป็นบริวาร  ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง  ๗  เป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพ  และตั้งอยู่กลางมหาสมุทร



ประวัติความเป็นมาของวัด

          สถานที่อันเป็นที่ตั้งวัดพระธาตุเสด็จในปัจจุบัน  เดิมเรียกว่าดอนโพยง  หรือดอนโพง  เพราะพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ดอนและเป็นป่าช้าสำหรับฝังซากศพของชาวบ้าน  ตอนกลางคืนจะมีหมา มีแร้งมาแทะกินซากศพ  และที่บริเวณนี้จะมีต้นขะจาวใหญ่อยู่ต้นหนึ่งในคืนวันพระ  ๘ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำจะมีดวงไฟพุ่งเป็นแสงสว่างออกไปให้ชาวบ้านได้เห็นและชาวบ้านแถวนี้เข้าใจ ว่าเป็นแสงของผีโพง ที่มากินซากศพตอนกลางคืน จึงเรียกชื่อสถานที่นี้ว่า  ดอนโพยงหรือ ดอนโพง



พระอรหันต์และเจ้าเมืองบรรจุพระธาตุ

          เมื่อจุลศักราช ๒๑๙  มีพระอรหันต์ ๗ องค์เดินทางมาจากชมพูทวีป เพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุ  และได้เชิญชวนเจ้าพระยามหากษัตริย์มาชุมนุมกันถึง  ๕ พระองค์  และตั้งทัพรักษาอยู่ห้าแห่งแห่งที่ ๑ เรียกว่า  เวียงชัย  แห่งที่ ๒ เรียกว่าอริยะ แห่งที่ ๓ เรียกว่าอางละ แห่งที่ ๔ เรียกว่า รี  แห่งที่ ๕ เรียกว่าเวียงสูง  ต่อจากนั้นพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๕ พระองค์ ก็ให้ไพร่พลประชาราษฎร์ขุดหลุมลึก  ๑๕  ศอกและก่อรอบด้วยก้อนอิฐทองคำ สูง ๑๒ ศอก และทำแท่นแก้วด้วยแก้วทั้ง ๗ ประการ มีความสูง ๗ ศอก  และทำราชสีห์ทองคำ ๑ ตัว  สูง  ๗ ศอก  และทำผอบแก้วเพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุและนำผอบนั้นใส่ไว้ในท้องราชสีห์ตัว นั้น แล้วหุ้มเป็นอุโมงค์กว้าง  ๗วา และก่ออิฐหลังราชสีห์ตัวนั้นสูง ๑๒ ศอก และก่ออิฐทองคำสูงอีก  ๑๒  ศอก ก่อขึ้นมาจนถึงผิวดินและถมด้วยหินและดินแล้วนำต้นขะจาวมาปลูกไว้ตรงกลาง ๑ ต้น  และนำแก้วแหวนเงินทองที่เหลือก่อเป็นเสาโคมคำ  ขนาดใหญ่ลำตาล  สูง  ๙วา และนำแก้วแหวนใส่ไว้ไหฝังบูชาในทิศทั้ง  ๔  และตั้งสัจจะอธิฐานว่า  คนไม่มีบุญอย่าเอาข้าวของไป ท้าวพระยาเจ้าเมืองผู้มีบุญญาธิการจักมายกยอพระพุทธศาสนาก็อนุญาติให้สร้าง  (พระเจดีย์)  ได้ พระธาตุดอนโพยง  นี้จักเจริญรุ่งเรือง  ๒ ที ๓ ที ครั้นถ้วนสามจักเป็นเจดีย์ทองคำไปตลอดพระพุทธศาสนายุกาล  หลังจากอธิฐานแล้วจึงบูชาสักการะเป็นระยะเวลา  ๗ วัน  ๗ คืนแล้วกลับไปสู่ที่อยู่ของตน

 


พระนางจามเทวีเสด็จมานมัสการ

          ต่อมา พ.ศ. ๑๒๒๓ พระนางจามเทวีกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย เสด็จมายังดอยเขางาม  หรือเขลางค์บรรต  เพื่อจะสร้างพระนครขึ้นใหม่ให้เจ้าอนันตยศพระโอรสพระองค์เล็กทรงปกครองโดย สร้างพระนครใหม่บริเวณที่ราบลุ่มของดอยเขางาม ตามคำแนะนำของมหาพรหมฤาษี  แล้วตั้งชื่อพระนครที่สร้างขึ้นใหม่ว่า  ศรีนครชัย  เนื่องจากเป็นนครที่มีชัยภูมิทำเลที่ดี  พร้อมกับสถาปนาเจ้าอนันตยศเป็นพระยาปกครองเมือง  ทรงพระนามว่า  อินทาเกิงกร หลังจาเสด็จสิ้นจากการสร้างพระนครแล้ว พระนางจามเทวีได้เสด็จไปนมัสการพระธาตุลัมภกัปปะนคร  (พระธาตุลำปางหลวง) แล้วมานมัสการพระธาตุดอนโพยง (พระธาตุเสด็จ )ที่ตำบลดอนปละหลวงและได้ทอดพระเนตรพระธาตุแสดงปาฏิหาริย์  ทรงเกิดปิติยินดี และทรงศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก

 


เจ้าหาญแต่ท้องสร้างเจดีย์

          พุทธศักราช ๑๙๙๒  สมัยของเจ้าเมืองทรงพระนามว่าหาญเทศท้องหรือหาญแต่ท้อง  เจ้าเมืองผู้ถือกำเนิดในนครลำปางอันเป็นยุคจักรวงษ์ท้องถิ่น  มีพระมหาเถระ  ๒ รูปเดินทางมาจากประเทศพม่านำสรถาจารึก  มาเพื่อบูชาพระบรมธาตุ เมื่อไปบูชาพระธาตุลัมภกัปปะนครแล้ว  ได้เดินทางมีที่ตำบลดอนปละหลวงนี้และเที่ยวไต่ถามชาวบ้านถึงพระธาตุเหนือ เมืองที่ชื่อพระธาตุดอนโพยงแต่ก็ไม่มีใครทราบ  มีชาวบ้านคนหนึ่งแนะนำให้ไปถามคนที่มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน  เป็นโหราจารย์ ( มัคทายกวัด) คาดว่าคงจะทราบเรื่องนี้ดีพระเถระจึงเดินทางไปพบชายชราคนนั้น  และไต่ถามถึงพระธาตุดอนโพยงชายชราคนนั้นตอบว่าไม่ทราบ  แต่มีสุถานที่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าดอนโพง  ไม่ใช่ดอนโพยง  เป็นป่าช้าสำหรับฝังศพของชาวบ้าน และตรงนั้นมีต้นขะจาวใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  เวลากลางคืนของวันพระ ๘ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ จะมีดวงไฟพุ่งเป็นแสงสว่างดวงใหญ่ออกจากต้นขะจาวนี้ ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นแสงผีโพงที่มากินซากศพ ขอพระคุณเจ้าจงไปพิจารณาดูเถิด  พระเถระจึงให้ชายชราพาเดินทางไปยังดอนโพงทันทีที่ถึงได้พิจารณาดูตามบัดถา จารึกและแน่ใจว่าเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า  จึงห้ามชาวบ้านไม่ให้นำซากศพมาฝัง ณ  บริเวณนี้อีก  ชาวบ้านบางส่วนไม่เชื่อจึงตำหนิพระมหาเถระว่าเอาป่าช้ามาเป็นวัด  พระมหาเถระจึงชี้แจงให้ชาวบ้านว่าขอให้เชื่อตามจารึกที่อาตมานำมาจากลังกา นี้เถิดและชักชวนชาวบ้านเก็บกวาดแผ้วถาง  ทำราชวัตรและบูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้  ประพรมด้วยน้ำขมิ้น  ส้มป่อย พร้อมกับอธิฐานว่า หากพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่  ณ ที่แห่งนี้จริงขอเทพบุตรผู้รักษาพระจงแสดงพระสรีริกธาตุของพระพุทธเจ้าให้ เกิดปาฏิหาริย์ได้เห็นดุจเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนอยู่เถิด 
 
          จากนั้นพระรัศมีธาตุของพระพุทธเจ้าก็แสดงปาฏิหาริย์ไหลหลั่งเป็นดวงไฟดวง ใหญ่พุ่งเป็นแสงสว่างออกจากต้นขะจาวเกิดเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก  พระเถระทั้งสองจึงประกาศแก่ชาวบ้านว่าพระธาตุของพระพุทธเจ้ามีในที่แห่งนี้ จริง  หลังจากชาวบ้านได้ชื่อชมบารมีของพระสารีริกธาตุจนเกิดปิติยินดียิ่งแล้ว  ครั้นรุ่งขึ้นได้เดินทางมาที่ดอนโพยงเพื่อจะถวายอาหารคาวหวาน แก่พระเถระแต่ไม่พบพระเถระทั้งสอง  ออกตามหาที่ไหนก็ไม่พบจึงไปแจ้งแก่เจ้าเมือง ชื่อหาญแต่ท้อง  พอเจ้าเมืองทราบว่ามีพระธาตุที่ดอนโพยงก็เกิดปีติเลื่อมใสยิ่งนัก  จึงตรัสสั่งให้ชาวเมืองจัดการโค่นต้นขะจาวก่ออิฐรอบตอต้นขะจาวต้นนั้นเป็น แท่นเป็นองค์เจดีย์  แล้วสร้างวิหารขึ้น ๑ หลัง  ทางทิศตะวันออก  ป่าวประกาศ  ชักชวนชาวเมืองพร้อมพระสงฆ์องค์เจ้ามาสักการะบูชาพระบรมธาตุเป็นเวลา  ๗ วัน พระบรมธาตุจึงแสดงปาฏิหาริย์ให้ชาวเมืองได้เห็นเป็นอัศจรรย์

 


ประวัติเจ้าหาญแต่ท้อง

          ในยุคของเจ้าหาญแต่ท้อง  เจ้าผู้ครองนครลำปาง  ที่ไดชื่อว่าหาญแต่ท้องเพราะนางเมือง (ชื่อนางเมืองนี้  เป็นตำแหน่งชายาของเจ้าเมือง ในระดับเมืองลูกหลวงของลานนา  บางทีก็เรียกว่านางหมื่นเป็นชื่อเรียกตามยศและตำแหน่งของสามี ) ผู้เป็นมารดาได้แต่งตัวเป็นผู้ชายทรงช้างชื่ออ้ายน้อยออกรบกับศึกอยุธยาของ ท้าวมหาพรหมทั้งๆที่ทรงครรภ์ ช่วยหมื่นโลกนครผู้เป็นสามีรบจนได้รับชัยชนะ บุตรที่คลอดออกมาจึงชื่อว่า หาญแต่ท้อง  (กล้าหาญตั้งแต่อยู่ในครรภ์)  เจ้าหาญแต่ท้อง มีนามเรียกอยู่หลายนาม  เช่น  หมื่นด้งนคร  เพราะเกิดในตระกุลกุมารนสนในกระด้ง  เจ้าแก้ว  หรือ หมื่นแก้ว นคร  หรือหมื่นหาญนคร เมื่อโตขึ้นได้ครองเมืองกืย  เมืองเล็กๆในนครลำปางจึงได้ชื่อว่า  หมื่นกืยหาญแต่ท้อง  อีกชื่อหนึ่ง  ยุคหาญแต่ท้องครงอนครลำปางเป็นยุคที่บ้านเมืองและพระศาสนาเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่งโดย มีระบบอาชญาสิทธิ์พิเศษในการปกครอง เป็นยุคที่ก่อกำเนิดพระธาตุเจดีย์ที่วัดพระธาตุเสด็จ  พ.ศ. ๑๙๙๒ เจ้าหาญแต่ท้องสร้างเจดีย์พระธาตุเสด็จ  และสถาปนาเป็นวัดประจำรัชกาล

          ต่อมาได้ไปตีเมืองเชียงชื่นหรือเมืองเชลียงได้  จึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงชื่นอีกตำแหน่งหนึ่ง   ในยุคสมัยเจ้าหาญแต่ท้องปกครองนครลำปางตรงกับยุคที่พระยาติโลกราชครองนคร เชียงใหม่  อันเป็นราชธานีของล้านนาไทย  (พ.ศ.๑๙๘๕–๒๐๓๐) และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปกครองกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าทั้งสองเมืองนี้มีการติดต่อสัมพันธไมตรี  และเจ้าเมืองชิงไหวชิงพริบกันเพื่อให้มีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง  โดยมีอาณาจักรสุโขทัยที่กำลังเสื่อมสลายเป็นเดิมพันการช่วงชิงอำนาจระหว่าง อยุธยาและล้านนา  มีตั้งแต่ พ.ศ.๑๙๘๕ พระยาติโลกราชมีหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้าสวามิภักดิ์  หาญแต่ท้องหรือหมื่นด้งนครเป็นกำลังสำคัญช่วยออกรบกับทัพอยุธยา  เนื่องจากความเป็นนักรบที่มีฝีมือดีนี่เอง  เจ้าหาญแต่ท้องจึงมีคนริษยาและคอยทำลาย

          หลังจากเจ้าหาญแต่ท้องถูกพระยาติโลกราชสั่งประหารชีวิตเนื่องจากระแวงว่า เป็นกฏบ  เพราะถูกยุยงจากเจ้าเมืองแพร่และเจ้าเมืองน่านแล้ว  สร้างความโกรธแค้นแก่นางหมื่นผู้เป็นชายาพร้อมอำมาตย์ผู้จงรักภักดี  จึงรวบรวมชาวเมืองเชียงชื่นเข้าสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา  และช่วยอยุธยารบกับกองทัพล้านนาจนกองทัพล้านนาแตกพ่ายไปเจ้าหาญแต่ท้องเป็น เจ้าเมืองนักรบที่มีแสนยานุภาพในาการรบมีการปกครองเมืองด้วยระบบอาชญาสิทธิ์ พิเศษ  และมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธเป็นอย่างยิ่ง  โดยได้สร้างเจดีย์วัดพระธาตุเสด็จ  เจดีย์วัดพระธาตุลำปางหลวง  หอพระพุทธบาทและอสุกุมภัณฑ์สี่ทิศของวัดพระธาตุลำปางหลวง

 

เกิดแผ่นดินไหวแท่นเจดีย์ทรุด

          พ.ศ. ๒๓๔๙ตรงกับเดือนยี่เหนือขึ้น ๑๐ ค่ำ   วันพฤหัสบดี  เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวทำให้แท่นเจดีย์ที่ทำนั้นทรุดโทรมลงมาพระยาลัวะ  เจ้าเมืองศรีนครชัย  พร้อมทั้งพระสงฆ์มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน  ก็จัดการหล่อเหล็กยาว  ๕ ศอก  ทำเป็นไส้กลางและก็เสริมสร้างเป็นองค์เจดีย์พระธาตุขึ้น  แล้วสร้างฉัตรทองคำเพิ่มอีก ๒ รวมเป็น  ๕ และทำเป็นซีเหล็ก  ๑๓  ล้อมอีก  ๒๑๕๐ เล่ม  ฉัตรทองเหลืองปักตรงมุมอีก  ๔ มุมๆ ละ ๑ ฉัตร รวมพระธาตุเสด็จกว้าง   ๗ วา สูง ๑๕ วา และประกาศเชิญชวนประชาชนมาฉลองสมโภชกัน  ๗ วัน  ๗ คืน ในวันเพ็ญเดือน ๓ (เดือนเหนือ  ๕ เหนือ)  ซึ่งเป็นประเพณีการจัดงานเทศกาลประจำปีมาจนปัจจุบัน


พระเจ้าหอคำดวงทิพย์บูรณะพระธาตุเสด็จ

          ในสมัยพระเจ้าหอคำนครลำปาง  พระเจ้าหอคำทิพย์พระโอรสลำดับที่๔ ของเจ้าฟ้าชายแก้ว  ราชวงศ์เชื้อเจ็ดตน  เป็นเจ้าปกครองนครลำปางลำดับที่ ๓ สืบต่อจากเจ้าน้อยธรรมลังกา(พระเจ้าช้างเผือก) พระเชษฐา ที่ไปเป็นเจ้าเมืองปกครองเชียงใหม่ลำดับที่๒ ต่อจากพระเจ้ากาวิละพระเจ้าหอคำดวงทิพย์  เป็นกษัตริย์ราชวงศ์เชื้อเจ็ดตนปกครองนครลำปางแผ่สุวรรณบัลลังก์ไปทั่วเขต คามภาคเหนือถึงเมืองเชียงตุงได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสุวรรณเกี๋ยงคำ  เจ้าหญิงแห่งนครเชียงตุง  เคยรวมรบเอาเมืองเชียงแสนมาจากพม่า


          ในสมัยราชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าหอคำดวงทิพย์คุมทัพล้านนา ช่วยกองทัพอังกฤษรบกับพม่า  ยุคนั้นเป็นยุคบัตราสถาปนาตำแหน่ง  สัตตราจาเจื่องเจ้าอันเป็นเค้าอยู่ลานนา  ให้พระเจ้าหอคำดวงทิพย์  เป็นใหญ่แก่ลานนาทั้งมวล ได้ทรงบูรณะเจดีย์วัดพระธาตุเสด็จในปี พ.ศ. ๒๓๖๒   โดยขอความร่วมมือกับประชาราษฎร์  นักปราชญ์ พระสงฆ์ รวบรวมทองเหลือง  ทองแดง และทองคำบูรณะรอยร้าวขององค์พระธาตุและบุด้วยแผ่นทองฉลุลวดลาย  เรียกว่า  ทองจังโก  และได้ทรงสร้างกำแพงแก้วและมหาศาลา  เพื่อให้เป็นที่พักอาศัยของผู้คนที่มาทำบุญเพื่อความเจริญรุ่งเรืองในพระ พุทธศาสนา


           พงศาวดารหอคำนครลำปาง  กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและเศรษฐกิจในยุคที่พระเจ้าหอคำดวง ทิพย์บูรณะพระธาตุเสด็จ ใน พ.ศ. ๒๓๖๒ ว่า” ภายหน้าแต่นั้น  สภาวะบ้านเมืองทั้งเมืองก็เจริญรุ่งเรือง  กิจกรรมบำเพ็ญบริบูรณ์ทุกประการเศรษฐกิจมั่งคั่งเพิ่มพูลทั้งโภคทรัพย์  หมากพลู  ยาสูบพรั่งพร้อมผลผลิตทางการเกษตรพืชผลนาไร่ทั่วประเทศเขตควมเพิ่มพูลทุก ประการเมื่อศักราช ๑๑๘๔ ปี สี (ปีมะโรง) เจ้ามหาอภยะสีหราชเจ้า (ดวงทิพย์) ได้บำเพ็ญกุศลหื้อทานยังมหาอัฐบริขารหลวงในวัดเสด็จ  ตามจารีตประเพณี ทักษิณาวัตร  สามรอบ  นมัสการที่เท้าห้าแห่ง ก็ ทอดพระเนตรเห็นยังมหาธาตุเจดีย์เก่าแก่คร่ำคร่ามีรอยผุผังหลายแห่งก็มีศรัท ธบูรณะปฏิสังขรจึงได้ปรึกษาหารือกับเสนาอำมาตย์ราชเทวี และนักปราชญ์  ว่าเราปรารถนาที่จะประกอบการมหากุศลปวารณาที่จะบูรณะพระธาตุเสด็จ  กษัตรามีวาจา สันนี้แล้ว  ครั้นรุ่งขึ้นก็นิมนต์ยังเจ้าสมณพราหมณ์ ผู้เจริญด้วยศีลจริยาวัตร  ปรึกษาเรื่องจะบูรณะเจดีย์วัดพระธาตุเสด็จ  เป็นทองสุกปลั่งตั้งแต่ยอดรอดธรณีพระสังฆเจ้าเจริญอนุโมทนากถาว่าคำปรารถนา แห่งมหาอุปราชาเจ้าขอจงอุดมด้วยสัมฤทธิ์ผลทุกประการด้วยเถิด”


          ใน พ.ศ. ๒๓๖๖ ได้ทรงสร้างวิหารสุวรรณโคมคำ  วัดพระธาตุเสด็จ พร้อมกับสร้างพระประธานในวิหาร และเขียนลวดลายประดับเสาวิหารด้วยการลงรักปิดทอง  วิหารนี้จึงเรียกชื่อตามสถาปัตยกรรมลานนาว่า  วิหารลายคำ  พงศาวดารเจ้าเจ็ดตนกับหอคำมงคลกล่าวถึงตอนที่พระเจ้าหอคำดวงทิพย์  สร้างวิหาร สุวรรณโคมคำวัดพระธาตุเสด็จว่า “ตราบต่อเท้าอักขระป๋าเวณีเดือนห้าเป็งมารอดแล้ว เจ้าก็เอารี้พลโยธาอากะราชเทวีราชมนตรีภายใต้ทั้งภายนอกและภายในเสด็จแล้ว เจ้าก็แต่งห้างเครื่องครัวทาน มีมหาอัตถะบริขารตานตุงแป้นสองผืน ปูชายังภะคะวาต๋น สร้างใหม่ภายมหาวิหาร  เจ้าก็เปิกบาย  แลจำศีลกิ๋นตานโอกาสหยาดน้ำยังมหาวิหารอันต๋นได้สร้างใหม่จิ่งใส่จื่อว่า วิหารโคมคำ พระพุทธรูปเจ้าต๋นสร้างใหม่  ใส่ชื่อว่า พระพุทธรูปพระธาตุเสด็จ  ก็มีวันนั้นแล”


          ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของวัดพระธาตุเสด็จนับตั้งแต่การบรรจุพระบรมธาตุโดย พระอรหันต์ ๗ องค์ และเจ้าเมือง ศรีนครชัย การค้นหาพระธาตุดอนโพยงของพระมหาเถระเจ้าจากเมืองพม่า การก่อสร้างเป็นเจดีย์ในสมัยเจ้าหาญแต่ท้อง การบูรณะปฏิสังขรณ์ในยุคแผ่นดินไหว ในพ.ศ. ๒๓๔๙ สมัยพระเจ้าหอคำดวงทิพย์หลังจากนั้นแล้ว  เจดีย์พระธาตุเสด็จเมื่อเกิดชำรุดก็ได้รับการบูรณะเรื่อยมาในสมัยหลวงพ่อพระ ครูรัตนาคม (แก้วมา อภิชโย) เป็นเจ้าอาวาส ดังจะได้กล่าวต่อไป


การบูรณะปฏิสังขรณ์เจดีย์วัดพระธาตุเสด็จในยุคหลัง

          ครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ องค์เจดีย์เกิดการผุผังลงหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการเสียหาย  พระสีหสุวรรณวิสุทธิ์  เจ้าคณะจังหวัดลำปาง  วัดเชียงราย  พระครูอินทรวิชัย  เจ้าคณะอำเภอเมืองลำปาง วัดคะตึกเชียงมั่น  พระครูอุตรวงศ์ธาดา  วัดหมื่นกาด  พระอธิการแก้วมา  อภิชโย  เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเสด็จ  ขุนไตรกิตยานุกูล  ข้าหลวงภาค ๕  นายอำเภอเมืองลำปาง  ศึกษาธิการอำเภอเมืองลำปาง  แม่เลี้ยงเต่า  จันทรวิโรจน์  พร้อมด้วยเศรษฐีและคหบดีชาวลำปางเป็นผู้ร่วมกันอุปถัมภ์การบูรณะ


          ครั้งที่ ๒  เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐  พระครูรัตนาคม  เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเสด็จ   พร้อมด้วยคณะสงฆ์  พุทธศาสนิกชน  เศรษฐีและคหบดีชาวลำปางร่วมกันบูรณะได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยาม มกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธียกยอดฉัตรเจดีย์เมื่อวันพฤหัสบดี  ที่ ๕ เมษายน  พ.ศ. ๒๕๒๒


          ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘  พระครูรัตนาคม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเสด็จ  พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ และคณะศรัทธาวัด โดยมีคุณงามนิจ  เรืองศร  คหปตานี จากกรุงเทพมหานคร  พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันอุปถัมภ์การบูรณ์ปฏิสังขรณ์ โดยลงรักปิดทองและหุ้มทองจังโกทั่วทั้งองค์ให้เหลืองอร่ามอยู่จนทุกวันนี้ และได้ทูลเชิญพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามกุฎราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธียกยอดฉัตรเจดีย์เมื่อ  วันพฤหัสบดี  ที่  ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓

 

 

ปุชนียสถานที่สำคัญ

           ๑.  พระเจดีย์พระธาตุเสด็จ  ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม  ศิลปะสมัยเชียงแสน  กว้าง ๗ วา สูง ๑๕ วา สร้างในสมัยเจ้าหาญแต่ท้อง  ในปี พ.ศ. ๑๙๙๒
           ๒. วิหารสุวรรณโคมคำ  หรือวิหารพระพุทธ เป็นวิหารพื้นเมือง  เครื่องไม้ศิลปะลานนาไทย  สร้างในสมัยพระเจ้าหอคำดวงทิพย์เจ้าครองนครลำปาง  ลำดับที่ ๓  ในปี พ.ศ.๒๓๖๖ บูรณะในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ นำโดยแม่เลี้ยงเต่า  จันทรวิโรจน์
           ๓. วิหารจามเทวี  หลังเดิมสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏชัด  หลังปัจจุบันเป็นวิหารศิลปะรุ่นตระกูลสล่า  บูรณะในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยคณะอุบาสิกาในจังหวัดลำปาง  นำโดย แม่เลี้ยงป้อม  บริบูรณ์



ปุชนียวัตถุที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปาก

          พระพุทธรูปเหล่านี้ประกาศจดทะเบียนกับกรมศิลปากร ตามความใน มาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน  โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พุทธศักราช  ๒๕๐๔ และนำประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อพ.ศ.๒๕๒๗


           ๑.  พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสมัยสุโขทัย  ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ สูงจากฐาน  ๔๒๑ เซนติเมตร ฐานสูง ๓๙ เซนติเมตร สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐– ๒๑
           ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย  ศิลปะสมัยเชียงแสน  ทำด้วยทองสัมฤทธิ์  หน้าตักกว้าง  ๑๕๓  เซนติเมตร สูงจากฐาน ๑๗๘ เซนติเมตร  สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑
           ๓. พระพุทธรูปปางมารวิชัย  สมัยสุโขทัย  ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง  ๕๕ เซนติเมตร  สูง ๑๐๙ เซนติเมตร  สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑



ปุชนียวัตถุที่สำคัญ

          ๑.  พระพุทธรูปปางมารวิชัย  สมัยสุโขทัย  เป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่สุดในวัดประดิษฐานในวิหารพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๒๙๐ เซนติเมตร  สูง ๓๗๐ เซนติเมตร  สร้างราวพุทธศตวรรษที่๒๐–๒๑
          ๒. พระเจ้าแก้วหยก  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิราบ  สมัยเชียงแสนตอนปลาย  หน้าตักกว้าง  ๔๗.๙ เซนติเมตร  สูง ๖๕.๙ เซนติเมตร สร้างด้วยหยกสีเขียว  โดยช่างจากประเทศจีน  จำลองมาจากพระพุทธรูปมหามณีรัตนปฏิมากร  หรือ พระแก้วมรกตสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ประดิษฐาน ณ ซุ้มโขงปราสาทด้านทิศตะวันตกของวัด
          ๓. พระพุทธรูปปางมารวิชัย  สมัยสุโขทัย  ทำด้วยสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง  ๑๑๓  เซนติเมตร สูง ๑๖๔ เซนติเมตร  สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑



วามสำคัญของวัดต่อชุมชน

          วัดพระธาตุเสด็จ  เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชน  มีครัวเรือนอุปถัมภ์วัดมากกว่า   ๑,๐๐๐ ครัวเรือนและเป็นวัดที่ส่วนราชการต่างๆมาให้สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา และทางราชการอยู่บ่อยครั้งวัดจึงเป็นศูนย์รวมของประชาชน  ทั้งที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงและที่จากที่อื่น  ดังนั้นจึงได้รับมอบหมาย แต่งตั้งให้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ  อันเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  และขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี เช่น
            พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล (อ.บ.ต.)
            พ.ศ.๒๕๓๔  ได้รับคัดเลือกเป็นวัดหน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะ  โดยกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
            พ.ศ.๒๕๔๐  ได้รับคัดเลือกเป็นวัด  ในโครงการ  ลานวัด  ลานใจ  ลานกีฬา  โดยกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ
            พ.ศ. ๒๕๔๒  ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างโดยกรมการศาสนา  กระทรวงศึกษาธิการ


การเสด็จพระราชดำเนินของพระราชวงศ์

            พ.ศ. ๒๔๙๙  พระองค์เจ้าจุมพฎพงศ์  บริพัตร  เสด็จพระราชดำเนิน  เยี่ยมชมและนมัสการโบราณสถาน  ที่วัดพระธาตุเสด็จโปรดให้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมของเก่า  และโปรดให้จัดหาตำแหน่งภัณฑาคาริกสำหรับดูแลพิพิธภัณฑ์  วัดพระธาตุเสด็จ  ๑  ตำแหน่ง
            พ.ศ.๒๕๒๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร  เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีบรรจุพระสารีริกธาตุและยกยอดฉัตรเจดีย์  เมื่อวันพฤหัสบดี  ที่ ๕  เมษายน พ.ศ.๒๕๒๒
            พ.ศ.๒๕๔๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินยกยอดฉัตร เจดีย์  เมื่อวันพฤหัสบดี  ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๔๓
            พ.ศ.๒๕๔๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร  เสด็จพระราชดำเนิน  เป็นการส่วนพระองค์พร้อมด้วยหม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล  ณ อยุธยา ทรงประกอบพิธีสืบพระชะตาและถวายสังฆทาน เมื่อวันที่  ๑๙ กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๕๔๕

ลำดับเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเสด็จ

            รูปที่๑ พระอธิการปัญญา  ธมมปญโญ      ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๕–๒๔๘๙
            รูปที่๒  พระครูรัตนาคม              ตั้งแต่งพ.ศ.๒๔๙๐–๒๕๔๔
            รูปที่ ๓ พระครูโสภิตพัฒนานุยุต         ตั้งแต่  พ.ศ. ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน